วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข้อควรระวังในการใช้แอล-คาร์นิทีน


        สำหรับ คนที่คิดจะซื้อแอล-คาร์นิทีนมาใช้ควรต้องระวังเพราะอาจจะมีผลข้างเคียงต่างๆ เกิดขึ้นกับร่างกายได้ และอาจจะเข้าทำปฏิกิริยากับยาอื่นๆ ที่กินร่วมกัน ดังนั้น ในการใช้แต่ละครั้ง ควรต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์จะปลอดภัยกว่า
        ข้อควรจำให้ขึ้นใจก็คือสสาร ทุกอย่างมีทั้งประโยชน์และโทษในตัวเอง ขึ้นกับปริมาณและช่วงจังหวะเวลาของการใช้ ถึงแม้ว่าแอล-คาร์นิทีนจะไม่ปรากฏผลข้างเคียงใดๆ ที่เด่นชัดมากนัก แต่ก็มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าถ้ากินเข้าไปมากขนาด 5 กรัมต่อวัน หรือมากกว่าอาจจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ (ต้องอย่าลืมว่าเราได้แอล-คาร์นิทีนจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์และนมอยู่แล้ว ด้วย ซึ่งเราไม่สามารถทราบปริมาณที่แน่นอนได้) ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจจะพบได้บ้างก็เช่นมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น มีกลิ่นตัว และเกิดมีผื่นแดง และในนักกีฬาหรือคนที่กินแอล-คาร์นิทีนเสริมสำหรับการเล่นกีฬาเพื่อช่วยใน การสลายไขมันและช่วยทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อดีขึ้น ก็ควรจะต้องหยุดใช้เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักบ้างอย่างน้อยเดือนละ 1 อาทิตย์ คือไม่ควรใช้ต่อเนื่องติดต่อกันไปเป็นเวลานานๆ
          สำหรับ คนที่มีอาการแพ้ต่ออาหารโปรตีน เช่น ไข่ นม หรือข้าวสาลี ไม่ควรกินผลิตภัณฑ์ที่เสริมแอล-คาร์นิทีนเป็นอันขาด รวมไปถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 2 ขวบ และสตรีมีครรภ์ ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ถ้าไม่จำเป็น หรือใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ค่ะ

10 เหตุผลที่ควรรู้ก่อนเลือกกินคาร์นิทีน (Carnitine)


1. คาร์นีทีนทำให้เราแก่ช้าลง ใครที่โดนสามีหรือภรรยาเหน็บว่าแก่ง่ายตายช้าก็หูผึ่งทันที่สรรหามากินไม่ว่าจะแพงแค่ไหน ที่คาร์นิทีนทำให้แก่ช้าลงได้ ก็เพราะเหตุผลที่ว่า เซลล์ในร่างกายของเราทุกๆ เซลล์ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์สมอง เซลล์จากระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์จากหัวใจ หรือเซลล์จากที่อื่นๆ ในร่างกาย ทั้งหมดจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อ ได้รับพลังงานเพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการของเซลล์แต่ละชนิด และคาร์นิทีนนี่เองที่เข้าไปช่วยทำให้เซลล์มีอายุยืนนานขึ้น พูดง่ายๆว่ามันเข้าไปดูแลเซลล์ที่มีอยู่มากมายในตัวเรานั่นแหละ
 
2. คาร์นิทีนทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ (triglycerides) อยู่ในระดับที่ต่ำ และช่วยเพิ่มระดับ HDL-คลอเรสเตอรอล ในเลือด
ใครไปหาหมอเพื่อตรวจเลือดบ่อยๆจะสนิทสนมกับ 2 ตัวนี้เป็นอย่างดี และจะรู้ว่าถ้ามี ไตรกลีเซอร์ไรด์ (triglycerides) สูงก็จะมีไขมันเลว
LDL มากขึ้นไปด้วยนั้นเอง นี่คือที่มาที่ว่าทำไมระดับของไตรกลีเซอไรด์จึงสำคัญ

ในทางการแพทย์ได้มีการกำหนดมาตรฐานระดับของไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดไว้เป็นแนวทางดังนี้ค่ะ
<150 mg/dl      ถือว่าดี (optimal)
150-199           ถือว่าสูงคาบเส้น (borderline high)
200-499           ถือว่าสูง (high)
>500               ถือว่าสูงมาก (very high)

ส่วน HDL-คลอเรสเตอรอลทำไมต้องสูงเพราะ HDL มีเอนไซม์ที่ทำให้ตัวมันรับคอเรสเตอรอลจากเซลล์อื่นเข้ามาเก็บไว้ในตัวมัน แล้วขนส่งไปให้ตับเพื่อนำไปใช้ หรือทำลายอีกที ทำให้ระดับคอเรสเตอรอลในเลือด และเซลล์ต่าง ๆ เช่นเซลล์ผนังหลอดเลือดลดลง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดตีบ

3. นอกจากนี้ คาร์นิทีนยังช่วยป้องกันโรคหัวใจ โดยมีผลทำให้สุขภาพโดยรวมของหัวใจดีขึ้น และช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวด้วย (ซึ่งเป็น 1/3 ของสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคหัวใจตาย)ก็เลือดดี เซลล์ดีแล้วหัวใจก็ต้องดีจริงมั้ย??

4. คาร์นิทีนช่วยทำให้น้ำหนักลด โดยเฉพาะถ้าใช้ร่วมกันวิธีการที่เราลดอาหารจำพวกแป้งลงในอาหารแต่ละมื้อ ข้อนี้สำคัญที่สุดสำหรับบลอคนี้เลยค่ะ หาข้อมูลมาเพื่อสิ่งนี้ ^_^
5. คาร์นิทีนช่วยเพิ่มระดับพลังงานของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ ค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บหรือเกิดความเสียหายใดๆ กับร่างกาย เหมือนกันที่พบในสารสกัดจากพืชสกุล Ephedra (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ของกระทรวงอาหารและยาของอเมริกา ในเอกสารอ้างอิงครับ)


6. และยังพบอีกว่าคาร์นิทีนช่วยให้ความสามารถในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น มีความทนทานมากขึ้น และป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากปริมาณออกซิเจนใน เซลล์ไม่เพียงพอ

7. ทั้งคาร์นีทีน และ อะซีทิล-แอล-คาร์นิทีน (Acetyl-L-carnitine) ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น

8. อะซีทิล-แอล-คาร์นิทีนช่วยลดความเสียหายของเซลล์ประสาทอันเนื่องมาจากความ เครียด และอาจจะมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) ด้วย แต่ได้ผลเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย ทำให้อาการของโรคไม่เป็นไปมากกว่านี้

9. อะซีทิล-แอล-คาร์นิทีน มีผลต่อสุขภาพจิตในทางบวก และลดภาวะความเครียดได้

10. คาร์นิทีนช่วยในการทำงานของตับ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของเราด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก http://biology.ipst.ac.th

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สาขาชีววิทยา
และ

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

จะเกิดภาวะการขาดแอล-คาร์นิทีนได้อย่างไร

 คน ที่ทานมังสะวิรัชอาจจะเกิดภาวะการขาดแอล-คาร์นิทีนได้ในบางครั้ง เนื่องจากแอล-คาร์นิทีน พบได้ในเนื้อสัตว์ นม และถั่วหมัก หรือในผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมของระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงในกรณีที่มีผู้ป่วยที่ขาดแอล-คาร์นิทีน (ซึ่งพบน้อยมาก) ซึ่งอาจจะเกิดจากความผิดปกติของยีน หรือตับ หรือไต หรือกินอาหารที่มีกรดอะมิโนไลซีน และเมไทโอนีนน้อย ก็จะมีอาการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ เจ็บหน้าอก เจ็บกล้ามเนื้อ แขนขาล้าอ่อนแรง ความดันเลือดต่ำ และอาจจะมีอาการมึนงงสับสนร่วมด้วย เป็นต้น


รูปแบบของคาร์นิทีนที่มีการนำมาใช้
             คาร์นิทีนที่ถูกนำมาใช้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมจะมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ที่ใช้กันแพร่หลายมีอยู่ 3 รูปแบบ รูปแบบแรกก็คือ แอล-คาร์นิทีน (LC) เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีราคาถูกที่สุด รูปแบบที่สอง คือ แอล-อะซิทิลคาร์นิทีน [L-acetylcarnitine (LAC)] เป็นเพียงรูปแบบเดียวที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคแอลไซเมอร์ (Alzheimer) และโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของสมองโรคอื่นๆ 
               
รูปแบบสุดท้าย คือ แอล-โพรพิโอนิลคาร์นิทีน [L-propionylcarnitine (LPC)] ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาอาการเจ็บหน้าอกและโรคที่เกี่ยวข้องกับ โรคหัวใจ และใช้ได้ผลดีกับโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดตามแขนขาอีกด้วย (peripheral vascular disease - PVD)


การดูดซึมคาร์นิทีนของร่างกาย
                    ถ้าเรากินเข้าไป การดูดซึมของแอล-คาร์นิทีนจะเกิดขึ้นในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ส่วนแพทย์สามารถให้คาร์นิทีนกับผู้ป่วยได้ทั้งทางเส้นเลือดและโดยการกิน



ยังไม่จบค่ะแล้วมาติดตาเรื่องของ "แอล-คาร์นิทีน"  กันต่อนะคะ

 ขอบคุณข้อมูลจาก http://biology.ipst.ac.th

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สาขาชีววิทยา

เรื่องของ "แอล-คาร์นิทีน"





สุทธิพงษ์ พงษ์วร

            ในสังคมวิทยาศาสตร์ เราควรจะสร้างและส่งเสริมนิสัยของความอยากรู้อยากเห็น อยากทำความเข้าใจ อยากค้นหามาให้ได้ซึ่งคำตอบให้กับคนในสังคม และในแต่ละวันก็จะมีเรื่องให้ชวนคิดชวนสงสัยมากมาย จนมากระทั่งวันหนึ่ง ในวันที่ได้ยินชื่อแอล-คาร์นิทีน (L-carnitine) เป็นครั้งแรก ครั้งแรกที่ได้ยินก็มาจากสื่อโฆษณา ทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาในทันทีหลังจากที่ดูสื่อโฆษณานั้นจบ ว่าทำไมกินแอล-คาร์นิทีนเข้าไปแล้วถึงเกิดอาการแอคทีฟ จนอยู่นิ่งไม่ได้ ขนาดจะคุยกันดีๆ ไม่ได้ จะต้องขยับแข้งขยับขาอยู่ตลอดเวลา คนสร้างสื่อต้องการสื่อสารอะไรกับผู้บริโภค 
               หรือเพียงจะบอกว่า ดื่มแล้ว กินแล้วจะมีแรงมากขึ้น จะรู้สึกคึกคัก... 
               เรี่ยวแรงมันมาจากไหน แรงมันเยอะเหลือเกินหรืออย่างไร ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น หรือว่าเป็นเครื่องดื่มประเภทชูกำลังเหรอ เอ๊ะ! คิดแล้วยิ่งอยากรู้ แต่...ในที่สุด ก็ขอผัดวันประกันพรุ่งเอาไว้ก่อน ตั้งใจว่าจะจำไว้ แล้วขอไปค้นหาในวันหน้า แต่ในใจก็ยังสงสัย สุดท้ายวันนี้ก็ได้ฤกษ์เบิกยาม เข้ามาค้นมาหาข้อมูลด้วยความอยากรู้ และความสงสัยทำไมแอล-คาร์นิทีนถึงฮือฮากันนัก แล้วทำไมในโฆษณา เมื่อกินแล้วมันอยู่นิ่งไม่ได้เลย 
      คำตอบที่ได้จากความสงสัยว่าแอล-คาร์นิทีน คืออะไร
               แอล-คาร์นิทีน เป็นชื่อของสารตัวหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นในร่างกายของเรานี่เอง โดยสร้างขึ้นมาจากกรดอะมิโน 2 ตัว คือ ไลซีน (lysine) และเมไทโอนีน (methionine) และแอล-คาร์นิทีนในร่างกายของเราก็ถูกใช้ไปในหน้าที่ต่างๆ หลายอย่าง เช่น เข้าไปช่วยเพิ่มกระบวนการใช้ไขมัน (fat) โดยการขนส่งกรดไขมัน (fatty acid) เข้าไปในไมโทคอนเดรีย (ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการสร้างพลังงานของเซลล์) หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ แอล-คาร์นิทีนช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนกรดไขมันไปเป็นพลังงานนั่นเอง ซึ่งพลังงานที่ได้มานี้ส่วนใหญ่ก็จะถูกใช้สำหรับการทำงานของกล้ามเนื้อทั่ว ร่างกายเรานั่นเอง จากหน้าที่การทำงานพื้นฐานของสารชนิดนี้ทำให้สื่อโฆษณานำมาใช้เป็นประเด็น หลักในการสร้างโฆษณาในเห็นว่า “เมื่อกินแล้วคุณจะอยู่นิ่งไม่ได้นะ แบบว่าพลังงานมันเยอะจัด”

               แอล-คาร์นิทีนถูกสร้างขึ้นภายในตับและไต และนำไปเก็บไว้ในกล้ามเนื้อลาย (skeletal muscle) ตัวอย่าง ก็เช่น กล้ามเนื้อตามแขน ขา ของเรานั่นเอง นอกจากนี้ยังถูกลำเลียงไปเก็บไว้ในหัวใจ สมอง และสเปิร์ม (ทำให้สเปิร์มเคลื่อนที่ได้อย่างเหมาะสม เพราะแอล-คาร์นิทีนจะไปเร่งให้ไมโทคอนเดรียเปลี่ยนไขมันมาเป็นพลังงานนั่น เอง) สำหรับในอาหารก็จะพบแอล-คาร์นิทีนในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ผลอะโวคาโด (Avocado) ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วหมัก (tempeh)


 ยังไม่จบค่ะแล้วมาติดตาเรื่องของ "แอล-คาร์นิทีน"  กันต่อนะคะ

 ขอบคุณข้อมูลจาก http://biology.ipst.ac.th

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สาขาชีววิทยา


วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

ทำไมต้องกิน Q10


อาหารที่พบว่า มี Co-enzyme Q10 ได้แก่ ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ปลาแซลมอน เครื่องในสัตว์ เฉพาะส่วนหัวใจ และตับ ในพืชจะพบได้ใน ถั่วลิสง และน้ำมันถั่วเหลือง Co-Enzyme Q10 โคเอ็นไซม์ คิวเท็น เป็นสารกึ่งวิตามินที่ละลาย ในไขมัน โดยจะพบที่ในเยื่อหุ้มของ mitochondria ที่ร่างกายเราสามารถสามารถสร้างขึ้นเองได้ แต่ปริมาณการสร้างลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น ระบบต่างๆ ก็เสื่อมถอยลง ทำให้คนในวัยกลางคนมีโอกาสที่จะขาด Co-Enzyme Q10 เพราะตับอาจไม่สามารถสังเคราะห์ Co-Q10 ได้ในปริมาณเท่าเดิม สิ่งที่ตามมาจากการมี Co-Q10 ลดลง คือ ริ้วรอย ความเสื่อม ของระบบต่างๆ 

คุณประโยชน์ของ Co-enzyme Q10
          1.เป็นสารที่จำเป็นในการสร้างพลังงานของเซลล์ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว
          2.เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ (antioxidant) ทำให้การเกิดอนุมูลอิสระ (Oxygen Free Radical) น้อยลง มีผลให้ชะลอความเสี่ยงของเซลล์
          3.กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immune system)
          4.ช่วยลดการทำลายคอลลาเจนและไฮยาลูโรเนดในชั้นผิวหนัง


ขนาดรับประทาน
         สามารถรับประทาน 50-1,500 มก./วัน โดยไม่มีอาการแพ้หรืออาการข้างเคียงที่รุนแรง หรือมีอาการข้างเคียงน้อยมาก เช่น ผื่น คัน แดงตามผิวหนังอาการคลื่นใส้ และเมื่อหยุดบริโภค อาการจะหายได้เอง นับว่า เป็นสารที่มีความปลอดภัยสูง

พูดได้ว่ากินCo-enzyme Q10 แล้วจะช่วยให้สวยได้และใน พร้อมไวท์พลัส ก็มี Co-enzyme Q10 อยู่ด้วยนะ กินยังไงก็สวยแน่ทั้งผอมทั้งตึงเลยงานนี้

ข้าวเหนียวดำกับการลดความอ้วน ตอนที่ 3 (จบ)


ประโยชน์อีกอย่างที่มีในข้าวเหนียวดำที่ช่วยในเรื่องการลดความอ้วนคือ สารแอนโทไชยานิน สามารถพบได้ในส่วนต่าง ๆของพืชชั้นสูงโดยเฉพาะส่วนดอกและผลที่มีสีม่วงและสีแดง เช่น ดอกผักบุ้ง ผลองุ่นแดง และผลเบอร์รี่ชนิดต่างเป็นสารที่ถึงจะกินเป็นเวลานานก็ไม่อันตรายคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของสารแอนโทไซยานินคือการเป็นสารต้านอน ุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงจากการที่สารสูญเสียอิเลก-ตรอนได้ง่ายตามธรรมชาติ จึงอาจมีส่วนสำคัญเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
จากอนุมูลอิสระได้ เช่น โรคเกี่ยวกับทำงานของหัวใจ การมองเห็น ระบบประสาทและสมอง ปกป้องผิวหนังจากรังสีบางชนิด ต้านการอักเสบ และที่สำคัญคือการช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็งชนิดต่าง ๆ ได้โดยไม่เป็นพิษต่อเซลล์ ในด้านการปกป้องผิวหนังนั้นได้มีการศึกษาโดย Enomoto และคณะ ได้ทดสอบการใช้สารแอนโทไซยานินผสมกับกลูตาไธโอนทาที่เต้านมของผู้ป่วยหญิงที่เป็น มะเร็งเต้านมและต้องรับการฉายรังสีซึ่งมักก่อให้เกิดอาการระคายเคืองที่ผิวมาก พบว่าอาจช่วยลดการระคายเคืองรุนแรงที่ผิวเต้านมจากการฉายแสงทำให้ผู้ป่วยสามารถทนต่อการรักษาจนครบระยะเวลาตามกำหนดได้


แล้วในข้าวเหนียวดำยังมี วิตามินต่างๆ เช่น เอ ซ่อมแซมกล้ามเนื้อ, บี1 ช่วยการทำงานหัวใจ, บี2 บำรุงผิวและระบบประสาท, บี6 ช่วยการทำงานของระบบกระเพาะและลำไส้, อี เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ดยเฉพาะวิตามินบี 6 จะสามารถช่วยในเรื่องลดความอ้วนโดยการช่วยการทำงานของระบบกระเพาะและลำไส้ทำให้การขับถ่ายดีขึ้นพุงก็จะไม่มี

ข้าวเหนียวดำกับการลดความอ้วน ตอนที่ 2



สารแกมมาออริซานอล (Gamma oryzanol ) 
สารที่จะเจอมากในข้าว หรือเรียกว่าจมูกข้าวนั่นเอง แล้วในข้าวเหนียวดำที่ผสมอยู่ใน พร้อมไวท์พลัส เนี่ยก็มีสารนี้อยู่เพียบเลยล่ะ มาดูกันว่าสารนี้มันช่วยเรื่องลดความอ้วนยังไง
 สารแกมมาออริซานอล (Gamma oryzanol )มันช่วยเรื่องลดความอ้วนโดยการ ไปเพิ่มไขมันดี
(HDL) ให้แก่ร่างกาย ซึ่งไขมันชนิดนี้จะไปขจัดไขมันชนิดเลว (LDL-คอเลสเตอรอล ซึ่งก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย) และไตรกลีเซอไรด์(Triglyceride) ในเส้นเลือด เมื่อมันกำจัดไขมันเลว ออกไปเลือดก็จะไหลเวียนสะดวกขึ้นและไม่อ้วนด้วย
แล้วยังมีการศึกษาเรื่องช่วยรักษาอาการของสตรีในวัยหมดประจำเดือน  ช่วยให้การทำงานของระบบประสาทที่ควบคุมน้ำย่อยทำงานได้เป็นปรกติขึ้นในสตรีวัยหมดประจำเดือนด้วย

ประโยชน์ของข้าวเหนียวดำที่ช่วยในการลดความอ้วนยังมีต่อ ติดตามต่อได้ใน  ข้าวเหนียวดำกับการลดความอ้วน ตอนที่ 3 นะคะ